News Ticker

เรื่องควรรู้ NFL ระหว่างปิดฤดูกาล ตอน Salary Cap กฏเพื่อความสมดุล

บทความเก่าเอามาปรับปรุงใหม่ เล่าสู่กันฟังอีกครั้งครับ 

 

หลาย ๆ ท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า NFL เป็นกีฬาที่มีกฏ กติกาค่อนข้างซับซ้อนพอสมควร ชวนให้มือใหม่หัดดู งงกันเป็นแถว แต่ถ้าใครเข้าใจทั้งหมดแล้ว ก็จะเป็นกีฬาที่สนุกสุด ๆ ไม่แพ้กีฬาอื่น ๆ ในโลกนี้อย่างแน่นอน 

 

salary-cap-money-ball-copy

 

ซึ่งนอกจากกติกาแล้ว NFL ยังมีอีกเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมาย ให้ติดตาม โดยเฉพาะเรื่องนอกสนาม อย่าเพิ่งคิดไปไกลถึงการต่อยตีอะไรพวกนี้นะครับ ที่ผมหมายถึงคือ การย้ายเข้า – ออก ของผู้เล่นในแต่ฤดูกาลนั่นเอง 

 

เมื่อจบฤดูกาลลง แต่ละทีมจะต้องมองถึงการปรับปรุง แก้ไข จุดอ่อนต่าง ๆ ในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของ General Manager กับโค้ช ที่ต้องปรึกษาหารือกัน ในการเลือกเสริมทัพและปล่อยผู้เล่นออกจากทีมไป 

 

ความสนุกนอกสนามจึงเกิดขึ้น หลาย ๆ ท่านคงจะพอทราบกันอยู่แล้วว่า อเมริกันเกมส์ จะมีการซื้อ – ขายตัวผู้เล่นต่างจากกีฬา Soccer ที่หลาย ๆ คนคุ้นเคย 

 

โดย NFL หรือ NBA จะใช้การดราฟผู้เล่นจากมหาวิทยาลัย, เซ็นสัญญาผู้เล่น Free Agent และการ Trade แลกตัวผู้เล่น ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาเจาะรายละเอียดกันอีกครั้ง แต่ก่อนจะไปถึง 3 อย่างนั้น ยังมีกฏอีกข้อที่ควรจะรู้ก่อน นั่นก็คือ Salary Cap 

 

Salary Cap คืออะไร

Salary Cap หมายถึง เพดานค่าจ้างผู้เล่นต่อปีของแต่ละทีม ซึ่งจะถูกกำหนดโดย NFL และในแต่ละปีจะไม่เท่ากัน โดยในฤดูกาล 2015-2016 ที่ผ่านมา Salary Cap อยู่ที่ 143 ล้านเหรียญ ส่วนในฤดูกาล 2015-2016 จะเพิ่มขึ้นเป็น 155 ล้านเหรียญ 

 

หมายความว่าในแต่ฤดูกาลทีมใน NFL ห้ามจ้างผู้เล่นเกินมูลค่าที่กำหนดไว้ มิเช่นนั้นจะต้องถูกปรับเงินจำนวนมหาศาลตามกฏของ NFL

ทำไมต้องมี Salary Cap ? 

นี่เป็นที่มาว่าทำไมเราถึงไม่เห็นทีมใน NFL ถูกเรียกว่ามาจากต่างดาวอย่างบาร์เซโล่น่า หรือเห็นทีมที่เรียกว่ารวมดาราโลกอย่างเรอัล มาดริด หรือทีมที่ใช้เงินเป็นบ้าระห่ำเพื่อสร้างความสำเร็จแบบเชลซีหรือแมนฯซิตี้

เพราะ NFL กลัวจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ และกลายเป็นในลีกมีทีมเก่งแค่ 2-3 ทีม จะเกิดความไม่สนุกเกิดขึ้น อย่างเช่น ลาลีกา สเปน ที่ยังไม่ทันเปิดฤดูกาลก็เดาได้ว่าแชมป์ไม่บาร์ซ่าก็มาดริด หรืออาจจะมี แอต.มาดริด สอดแทรก แต่ก็ไม่พ้น 3 ทีมนี้ ทั้ง ๆ ที่ลีกมีตั้ง 20 ทีม 

 

เมื่อมี Salary Cap จึงเกิดความเท่าเทียมกันในลีก ทีมไหนที่มีเงินมากกว่า ก็ไม่สามารถไปเซ็นสัญญาผู้เล่นเก่ง ๆ เอาไว้ในทีมได้ทั้งหมด เพราะจะติดเรื่องค่าจ้าง ถ้าไม่มีกฏนี้ เราอาจจะเห็นทีมระดับ Pro Bowl มาเล่นอยู่ในลีกก็เป็นได้ ซึ่งหลายคนมองเป็นเรื่องดี แต่จะเป็นผูกขาดความเก่ง และไม่มีโอกาสให้ทีมอื่นได้แจ้งเกิดเลย หรือเรียกได้ว่าไม่เกิดความสมดุลในลีกนั่นเอง 

 

ความสมดุลที่เกิดจาก Salary Cap 

 

ความสมดุลที่เกิดขึ้นนั้น คือจะเอื้ออำนวยต่อทีมที่ผิดพลาดในซีซั่นที่แล้ว เพื่อการวางแผนการจัดการผู้เล่นในทีม สำหรับต่อสู้ในฤดูกาลต่อไป และทีมที่เก่งมาก ๆ ในฤดูกาลนี้ ก็อาจจะไม่เก่งในฤดูกาลหน้าก็ได้

ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ Salary Cap ในฤดูกาลที่จะถึงนี้คือ 155 ล้านเหรียญ แต่ทีม Broncos มีผู้เล่นกิน Cap ไปแล้วทั้งหมด 160 ล้านเหรียญ หลังจากเพิ่งติด Franchise Tag กับ Von Miller เท่ากับจะมีค่าจ้างติดลบ 5 ล้านเหรียญ 

 

และก่อนตลาด Free Agent จะเปิดในวันที่ 9 มีนาคมนี้ ทีม Broncos ต้องเคลียร์เพดานค่าจ้างให้เป็นบวก มิเช่นนั้นจะถูกปรับเป็นจำนวนเงินสูงมาก แต่รายละเอียดในการปรับนั้น ผมไม่ทราบจริง ๆ ครับ 

 

ทางออกของ Broncos คือต้องตัดผู้เล่นบางคนออกจากทีม เพื่อให้เพดานค่าจ้างลดลง เช่น Peyton Manning จะได้รับค่าเหนื่อย 21.5 ล้านเหรียญในปีนี้ แต่ถ้า Peyton ประกาศเลิกเล่น Broncos ก็จะมีเพดานค่าจ้างเพิ่มขึ้น 16.5 ล้านเหรียญ จากการหักที่ติดลบอยู่ 5 ล้านเหรียญ 

 

แต่เงินจำนวนนี้ ยังไม่รวมผู้เล่นที่กำลังหมดสัญญาอย่าง Brock Osweiler, Ronnie Hillman, C.J.Anderson, Brandon Marshall, Danny Trevathan ดังนั้นเงินจำนวน 16.5 ล้าน ไม่น่าจะเพียงพอต่อการต่อสัญญาผู้เล่นให้ครบทุกคน ดังนั้น Broncos จึงต้องเลือกต่อสัญญกับบางคนเท่านั้น 

 

แค่สัญญาของ Osweiler ก็อาจจะกินถึง 10 ล้านเหรียญแล้ว แถม 2 LB ทั้ง Brandon Marshall กับ Danny Trevathan ฟอร์มร้อนแรงอีกต่างหาก คงเรียกสัญญาสูงอยู่พอสมควร 

 

Salary Cap จึงทำให้ Broncos มีผู้เล่นเก่ง ๆ ในทีมน้อยลง และจะเป็นโอกาสของทีมที่มี Salary Cap ว่างเยอะ ๆ ที่ต้องการเสริมทีมรับอย่าง Jaguars หรือ Raiders ที่มีโอกาสมาชิงตัว 2 LB นี้ไปก็เป็นได้   

    

แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับโค้ชและ General Maneger ที่จะต้องปรึกษากันว่า จะเลือกเก็บใครและปล่อยใครออกจากทีม เพื่อรักษาสมดุลของทีมให้ได้มากที่สุด และก็เป็นความตื่นเต้นของแฟน ๆ ด้วยว่าทีมจะตัดสินใจอย่างไร 

 

นี่จึงเป็นเหตุว่า NFL จะไม่ค่อยมีทีมที่ครองแชมป์ Super Bowl หลาย ๆ ปีติดกัน อาจจะมีบ้าง แต่ก็ไม่ผูกขาด อย่างมากก็แค่ 2 ปีติด ก็จะมีทีมอื่นขึ้นมาแทนที่ หมุนเวียนสับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นั่นเอง