News Ticker

เรื่องควรรู้ NFL ระหว่างปิดฤดูกาล ตอน Franchise Tag

ทำความรู้จักกับแฟรนไชส์แท็

ใกล้เข้ามาแล้วครับ สำหรับเส้นตายการประกาศใช้สิทธิ์สัญญาแฟรนไชส์แท็กของแต่ละทีม ซึ่งจะมีเส้นตาย 16.00 น. ของวันที่ 1 มีนาคมนี้ ตามเวลาสหรัฐ หรือ 04.00 น. ของวันที่ 2 มีนาคม ตามเวลาไทย แต่ก่อนหน้านั้น เรามาทำความรู้จักกันสักนิดกับสิทธิ์นี้กัน

usa-today-9102874.0



แฟรนไชส์แท็กคืออะไร ?

แฟรนไชส์แท็ก คือสัญญาที่จะเก็บผู้เล่นที่จะหมดสัญญา ให้อยู่กับทีมต่อด้วยสัญญา 1 ปี และมีมูลค่าสัญญาจะเท่ากับรายได้เฉลี่ยของผู้เล่นที่มีรายได้ระดับ Top 5 ในตำแหน่งนั้นๆ ซึ่งสัญญาแฟรนไชส์แท็กจะแบ่งย่อยได้เป็น 2 แบบดังนี้

1. แบบ exclusive franchise tag คือ สัญญา 1 ปี และมีมูลค่าสัญญาจะเท่ากับรายได้เฉลี่ยของผู้เล่นที่มีรายได้ระดับ Top 5 ในตำแหน่งนั้นๆ หรือรายได้ที่เพิ่มขึ้น 120% ของรายได้ปีก่อน โดยผู้เล่นที่ถูกติดแท็กจะ "ไม่สามารถ" เจรจากับทีมอื่นได้

2. แบบ non-exclusive franchise tag คือ สัญญา 1 ปี และมีมูลค่าสัญญาจะเท่ากับรายได้เฉลี่ยของผู้เล่นที่มีรายได้ระดับ Top 5 ในตำแหน่งนั้นๆ ในรอบ 5 ปีหลังสุด โดยผู้เล่นที่ถูกติดแท็กจะ "สามารถ" เจรจากับทีมอื่นได้ โดยต้นสังกัดจะเลือกที่จะเป็นฝ่ายสู้ราคา หรืออาจจะให้ทีมอื่นมอบสิทธิ์ดราฟท์รอบแรก 2 สิทธิ์ เป็นการแลกเปลี่ยนได้

ซึ่งแฟรนไชส์แท็กทั้งสองแบบนี้ จะเป็นสัญญาการันตีรายได้แบบเต็มจำนวน โดยมีข้อแม้ว่าทีมจะใช้สิทธิ์นี้ได้กับผู้เล่นเพียง 1 คนต่อปีเท่านั้น และห้ามใช้สิทธิ์นี้กับผู้เล่นคนเดิมเกิน 3 ครั้ง ตลอดอาชีพ (ไม่ว่ากับทีมใดก็ตาม)

ประโยชน์ของแฟรนไชส์แท็ก คือทีมจะสามารถรั้งผู้เล่นคนนั้นไว้ได้อีกอย่างน้อย 1 ฤดูกาลทันทีหลังติดแท็ก สำหรับบางทีมที่ยังไม่มั่นใจในฟอร์มหรืออาการบาดเจ็บของผู้เล่นคนนั้นๆ หรือในบางกรณีการติดแท็ก ก็จะทำให้ทีมได้ผู้เล่นในราคาที่ถูกกว่าการต่อสัญญาระยะยาว ตัวอย่างเช่น

ในกรณีของ Von Miller ซึ่งกำลังมีข่าวว่า มีความเป็นได้ว่าเขาจะได้รับสัญญาระยะยาวที่มูลค่าแพงที่สุดในบรรดาผู้เล่นทีมรับ ซึ่งหากเป็นตามนี้ Miller ก็จะได้เงินอย่างน้อยเฉลี่ยปีละ 19 ล้านเหรียญ แต่หากติดป้ายแฟรนไชส์แท็กในตำแหน่งไลน์แบ็คเกอร์ให้กับ Miller ในปีนี้ เขาจะได้รับรายได้เพียง 14.129 ล้านเหรียญเท่านั้น เช่นเดียวกับตำแหน่งที่มักจะถูกติดป้ายบ่อยๆอย่าง คิกเกอร์ หรือ พันท์เตอร์ การติดแท็ก จะทำให้ได้รายได้ที่ถูกกว่าที่เขาสมควรจะได้ (แต่บางกรณีก็แพงกว่า)

ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้เล่นจึงไม่ชอบสัญญาแฟรนไชส์แท็ก และถึงแม้บางกรณีจะทำให้ผู้เล่นได้รับสัญญาที่แพงกว่าเดิม แต่การที่มันเป็นสัญญาเพียง 1 ปี ซึ่งเป็นสัญญาระยะสั้น โดยหากผู้เล่นบาดเจ็บในปีสัญญาดังกล่าว ก็จะทำให้ผู้เล่นสุญเสียรายได้ไปอีก ดังนั้นสัญญาระยะยาวจึงเป็นอะไรที่มั่นคงกว่ามาก

ทำให้ NFL จึงมีกฎให้ผู้เล่นที่ถูกติดป้ายแฟรนไชส์แท็ก สามารถเจรจากับต้นสังกัดเพื่อขอสัญญาระยะยาวได้จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ โดยหากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ จนเลยเวลากำหนด ผู้เล่นคนนั้นต้องอยู่ภายในกรอบของสัญญาแฟรนไชส์แท็กทันที (คือสัญญา 1 ปี มูลค่าตามที่กำหนดไว้) 

อนึ่ง NFL ยังมีการกำหนดลักษณะการติดแท็กอีกรูปแบบไว้ ซึ่งคล้ายกับสัญญาแฟรนไชส์แท็ก นั่นก็คือ สัญญาทรานซิชั่นแท็ก (transition tag) ซึ่งจะเป็นการรั้งผู้เล่นได้เพียง 1 คน ด้วยสัญญา 1 ปี และมีมูลค่าสัญญาจะเท่ากับรายได้เฉลี่ยของผู้เล่นที่มีรายได้ระดับ Top 10 ในตำแหน่งนั้นๆ โดยผู้เล่นที่ถูกติดแท็กจะ "สามารถ" เจรจากับทีมอื่นได้ โดยต้นสังกัดจะเป็นฝ่ายยอมสู้ราคา หรือปล่อยให้ทีมอื่นเซ็นสัญญาไป แต่ต้นสังกัดจะไม่ได้รับสิทธิ์ดราฟท์รอบแรกชดเชย (ซึ่งต่างกับ non-exclusive franchise tag) 

และไม่ว่าจะเป็นแฟรนไชส์แท็ก หรือทรานซิชั่นแท็ก ต้นสังกัดจะต้องเลือกใช้สิทธิ์ใดสิทธิ์หนึ่งเท่านั้น (ถ้าใช้แฟรนไชส์แท็กไปแล้ว ก็จะใช้ทรานซิชั่นแท็กไม่ได้ หรือ ถ้าใช้ทรานซิชั่นแท็กไปแล้ว ก็จะใช้แฟรนไชส์แท็กไม่ได้เช่นกัน)

จบท้ายด้วยมูลค่าของสัญญาแฟรนไชส์แท็ก และทรานซิชั่นแท็กในปีนี้

POSITION ; FRANCHISE TAG ; TRANSITION TAG
Cornerback ; $13,952,000 ; $11,913,000
Defensive End ; $15,701,000 ; $12,734,000
Defensive Tackle ; $13,615,000 ; $10,875,000
Linebacker ; $14,129,000 ; $11,925,000
Offensive Line ; $13,706,000 ; $11,902,000
Punter/Kicker ; $4,572,000 ; $4,123,000
Quarterback ; $19,953,000 ; $17,696,000
Running Back ; $11,789,000 ; $9,674,000
Safety ; $10,806,000 ; $9,116,000
Tight End ; $9,118,000 ; $7,713,000
Wide Receiver ; $14,599,000 ; $12,268,000

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อแฟนๆ NFL ทุกท่านนะครับ